Get Adobe Flash player

เว็บไซต์หน่วยงาน พศ.

Untitled Document
Home พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช

พระประวัติ สมเด็จพระสังฆราช

  

พระประวัติ

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2456 วันขึ้น4ค่ำ เดือนสิบเอ็ด ปี ฉลู ประมาณตีสี่เศษ เด็กชายผู้มีนามว่า เจริญ คชวัตรได้ถือกำเนิดขึ้น ที่ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี  โดยมีนายน้อย คชวัตร และนาง กิมน้อย คชวัตร เป็น พระชนกและพระชนนี 

 เด็กชายผู้ซึ่งในกาลต่อมาได้เข้าสู่เพศบรรพชิตผู้ทรงศีลอันบริสุทธิ์ ได้เป็นเนื้อนาบุญแห่งศาสนา เป็นประมุขของสังฆมณฑลเสาหลักแห่งพระพุทธศาสนาของไทยองค์ที่ 19  

                 ชีวิตในช่วงปฐมวัย  เด็กชายเจริญ ได้อยู่กับป้า กิมเฮง พี่สาวของนางกิมน้อย   ซึ่งได้อบรมสั่งสอนหลานชายด้วยความรักจึงทำให้มีพื้นฐานจิตใจดีงาม  ชีวิตที่ใฝ่ธรรมตั้งแต่ยังเด็ก  ชอบนั่งเพ่งเปลวเทียน ในขณะที่เด็กอื่นเล่นตามประสา ชอบรบเร้าป้าให้พาไปฟังพระเทศน์ที่วัด ชอบเล่นสมมติตนเองว่าเป็นพระ มีภาชนะที่สมมติเป็นบาตร ผ้าขาวม้าสมมติเป็นจีวร ใบไม้เป็นตาลปัตร  นั่งสมมติว่าอยู่บนธรรมาสน์ แล้วเทศน์ตามถ้อยความที่จำมาจากวัด การศึกษาช่วงปฐมวัยเริ่มที่วัดเหนือ จนจบประถม เด้กชายเจริญจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดเหนือโดยมี หลวงพ่อดี เป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูเหรียญเป้นพระอาจารย์ให้สรณะและศีล หลวงพ่อดีถ่ายทอดความรู้ให้ศิษย์ด้วยวิธีโบราณ  ทุกค่ำที่สามเณรน้อยมาปรนนิบัติอาจารย์ผู้เฒ่า  ด้วยการบีบนวด อาจารย์ก็อ่านคำเทศน์กัณฑ์ อริยทรัพย์7ประการให้ลูกศิษย์ฟังเป็นเบื้องต้น แล้วให้ลูกศิษย์ท่องตามทีละวรรคจนจบ ทุกคืนจนเทศน์กัณฑ์นี้ถ่ายทอดไปสู่ศิษย์น้อยจนแม่นยำ และแล้วในคืนหนึ่งของพรรษาแรกที่บวช ท่ามกลางเหล่าอุบาสกอุบาสิกาที่มาสดับธรรมในวันพระนั้นเอง สามเณรน้อยก็ได้ขึ้นธรรมาสน์เป็นครั้งแรก เพราะหลวงพ่อดีมอบโอกาสอันสำคัญให้กับศิษย์ที่ท่านฝึกฝนมากับมือ  และก็ไม่ผิดหวัง อริยทรัพย์7ประการได้ถ่ายทอดสู่พุทธศาสนิกชนที่มาสดับวันนั้น หลวงพ่อดีได้ส่งเสริมสามเณรน้อยให้ได้เรียนภาษาบาลี วันที่20มิถุนายน2470 หลวงพ่อได้พาเณรมุ่งสู่วัดเสน่หา ตำบลพระปฐมเจดีย์  จังหวัดนครปฐม เพราะเป็นวัดที่พร้อมในการเรียนการสอนบาลี และความตั้งใจของหลวงพ่อดีในอนาคตต้องการให้สามเณรน้อยได้เข้าเรียนต่อที่วัดบวรนิเวศต่อไป

9 มิถุนายน พศ.2472 สามเณรเจริญมุ่งสู่วัดบวร และได้รับพระราชทานนามฉายาจากสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ว่า สุวฑฺฒโนแปลว่าผู้เจริญดี

วัดบวรนิเวศวิหาร ถือเป็นวัดต้นแบบของคณะธรรมยุต และธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติสืบมาตั้งแต่ครั้งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงผนวชอยู่ คือจะต้องศึกษาทั้ง คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ  ในเวลาพรรษาต้องศึกษาเล่าเรียนตำราหรือคัมภีร์  เมื่อออกพรรษาต้องออกจาริกไปตามป่าเขาอันวิเวก เพื่อบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อเกิดปัญญาถ่ายถอนกิเลส

 

เมื่อสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน )สิ้นพระชนม์ในปี พ.ศ. 2531 ทำให้ตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราชว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิม คือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ซึ่งราชทินนามดังกล่าวนับเป็นราชทินนามพิเศษ กล่าวคือ สมเด็จพระสังฆราชที่มิได้เป็นพระบรมวงศานุวงศ์นั้น โดยปกติจะใช้ราชทินนามว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ บางพระองค์ ครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งครั้งมีการใช้ราชทินนาม สมเด็จพระญาณสังวร สำหรับสมเด็จพระสังฆราชเพื่อเป็นพระเกียรติคุณทางวิปัสสนาธุระของพระองค์ นับเป็นสมเด็จพระญาณสังวรสังฆราชพระองค์แรกของประเทศไทย

  

สมเด็จ ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้เป็นพหูสูตอย่างแท้จริง พระองค์ทรงสร้างผลงานด้านวิชาการตั้งแต่ครั้งยังทรงเป็นพระเปรียญ มีผลงานออกมามากมาย ดังเช่น หลักพระพุทธศาสนา นิพนธ์เมื่อ พ.ศ.2502 เป็นกัณฑ์เทศน์สำหรับสอนนักเรียน นักศึกษา, 45 พรรษา ของพระพุทธเจ้า แสดงถึงความปรีชาญาณในการนำเสนอพระไตรปิฎกในรูปแบบหนึ่ง, โสฬสปัญหา เป็นธรรมชั้นสูง ละเอียดลึกซึ้ง ทั้งอรรถและพยัญชนะ  น่าอ่านมากเพราะให้ความลุ่มลึกในแก่นแท้โดยเฉพาะในด้านปรมัตธรรม, สัมมาทิฏฐิ เป็นเถราธิบายของพระสารีบุตร  สมเด็จได้จัดเตรียมขึ้นเพื่อสอนพระ   ความสำคัญของพระนิพนธ์เรื่องนี้ ปรากฏในพระราชปรารภในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ว่า พระธรรมเทศนาชุดนี้ นอกจากแสดงข้อธรรมสำคัญๆ อันเป็นแก่นคำสอนของพระพุทธเจ้า  ยังแสดงถึงหลักปรีชาญาณอันกว้างขวางลึกล้ำของพระสารีบุตรเถระ  และสมเด็จพระญาณสังวร ได้นำพระเถราธิบายมาอธิบายถ่ายทอดเพิ่มเติมให้พอเหมาะพอดีแก่ความรู้ของคนยุคปัจจุบันได้โดยสะดวกและแจ่มแจ้งหนังสือเล่มนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการศึกษา ปฏิจจสมุปบาท และ อริยสัจสี่ ที่ได้แสดงโดยพิสดาร,ทศบารมี ทศพิธราชธรรม  เนื้อหาอธิบายความหมายของธรรมสองหมวดคือ คำสอนเรื่องทศบารมี และคำสอน ทศพิธราชธรรม ความเด่นของพระนิพนธ์นี้คือการตีความเปรียบเทียบ ทำให้เข้าใจคำสอนในพุทธศาสนาในแง่มุมต่างๆได้กว้างขวางออกไป, ธรรมกถาในการอบรมกรรมฐาน  เป็นหนังสือที่ทรงคุณค่ายิ่งเมื่อเทียบกับราคาเพียง45บาท เป็นหลักธรรมที่เจาะเข้าแนวลึกทั้งธาตุ อายตนะ ไตรลักษณ์ นิพพาน สติปัฏฐาน เหมาะกับพระ และฆราวาสที่ต้องการศึกษาในระดับที่สูงขึ้นไป

นอกจากพระนิพนธ์ในเชิงลึก พระองค์ยังทรงนิพนธ์หลักธรรมที่อ่านง่ายๆ ใช้ปฏิบัติได้ทุกขั้นทุกคน จะมีความรู้ทางพระพุทธศาสนาหรือไม่ก็ตาม ก็สามารถเข้าใจได้ไม่ยาก

พระกรณียกิจพระสังฆราช 

พระกรณียกิจของพระองค์ตลอดห้วงระยะเวลาที่ผ่านมามีอยู่เป็นอเนกอนันต์ พอจะสรุปได้ดังนี้

ด้านการพระศาสนาในต่างประเทศ
พระองค์ได้เป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการมาโดยลำดับ ดังนี้
พ.ศ. 2509 ในฐานะประธานกรรมการอำนวยการฝึกอบรมพระธรรมทูตในต่างประเทศ ได้เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ ในพิธีเปิดวัดพุทธประทีป ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ และดูกิจการพระธรรมทูตในประเทศอังกฤษและอิตาลี
พ.ศ. 2511 เสด็จไปดูการพระศาสนา วัฒนธรรม และการศึกษาในประเทศอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และฟิลิปปินส์ อันเป็นผลให้ต่อมาได้มีการวางแผนร่วมกับชาวพุทธอินโดนีเซีย ในอันที่จะฟื้นฟู
พระพุทธศาสนาในประเทศนั้น และได้ส่งพระธรรมทูตชุดแรกไปยังอินโดนีเซีย เมื่อปี พ.ศ. 2512 ได้ส่งพระภิกษุจากวัดบวรนิเวศ ออกไปปฏิบัติศาสนกิจที่ประเทศออสเตรเลีย เมื่อปี พ.ศ. 2516, และตั้งสำนักสงฆ์ในปี พ.ศ. 2518
พ.ศ. 2514 เสด็จไปดูการพระศาสนา และการศึกษาในประเทศเนปาล และอินเดีย ปากีสถาน ตะวันออก (บังคลาเทศ) ทำให้เกิดงานฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในเนปาล ในขั้นแรก ได้ให้ทุนภิกษุ สามเณรเนปาลมาศึกษาพระพุทธศาสนาในไทย ที่วัดบวรนิเวศฯ
พ.ศ. 2520 เสด็จไปบรรพชาชาวอินโดนีเซีย จำนวน 43 คน ที่เมืองสมารัง ตามคำอาราธนาของคณะสงฆ์เถรวาทอินโดนีเซีย
พ.ศ. 2528 ทรงเป็นประธานคณะสงฆ์ ไปประกอบพิธีผูกพัทธสีมา
อุโบสถ วัดจาการ์ต้าธรรมจักรชัย ณ ประเทศอินโดนีเซีย นับเป็นการผูกพันธสีมาอุโบสถวัดพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นครั้งแรกของประเทศอินโดนีเซีย และในปีเดียวกันนี้ ได้เสด็จไปเป็นประธานบรรพชากุลบุตรศากย แห่งเนปาล จำนวน 73 คน ณ กรุงกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล
พ.ศ. 2536 เสด็จไปเจริญศาสนาสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน เป็นครั้งแรก ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน ตามคำกราบทูลอาราธนาของรัฐบาลจีน
พ.ศ. 2538 เสด็จไปเป็นประธาน วางศิลาฤกษ์วัดไทย ณ ลุมพินี ประเทศเนปาล ซึ่งรัฐบาลไทยจัดสร้างถวายเป็นพุทธบูชา และเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

ด้านสาธารณูปการ

ได้ทรงบูรณะซ่อมสร้างเสนาสนะ และถาวรวัตถุอันเป็นสาธารณประโยชน์เป็นจำนวนมาก กล่าวคือ
ปูชนียสถาน
ได้แก่ มณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลอง พระเจดีย์ วัดบวรนิเวศวิหาร พระบรมธาตุ เจดีย์ศรีนครินทรมหาสันติคีรี ดอยแม่สลอง
พระอาราม
ได้แก่ วัดสันติคีรี ดอยแม่สลอง เชียงราย วัดรัชดาภิเศก อำเภอบ่อพลอย กาญจนบุรี วัดล้านนาสังวราราม อำเภอจอมทอง เชียงใหม่ วัดพุมุด อำเภอไทรโยค กาญจนบุรี วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง ชลบุรี นอกจากนั้นยังทรงอุปถัมภ์วัดไทยในต่างประเทศอีกหลายแห่งคือ วัดพุทธรังสี นครซิดนีย์ ออสเตรเลีย วัดจาการ์ตาธรรมจักรชัย กรุงจาการ์ตาอินโดนีเซีย วัดนครมณฑปศรีกีรติวิหาร เมืองกิรติปูร เนปาล
โรงเรียน
ได้แก่ โรงเรียนสมเด็จพระญาณสังวร ยโสธร โรงเรียนสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต กาญจนบุรี
โรงพยาบาล
ได้แก่ การสร้างตึกวชิรญาณวงศ์ ตึกวชิรญาณสามัคคีพยาบาร และตึก ภปร. โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิยมหาราชรมณียเขต จังหวัดกาญจนบุรี, โรงพยาบาลวัดญาณสังวราราม จังหวัดชลบุรี, และโรงพยาบาลสกลมหาสังฆปรินายก เพื่อถวายเป็นอนุสรณ์ แด่สมเด็จพระสังฆราชแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ทุกพระองค์ รวม 19 แห่ง ได้เริ่มก่อสร้างไปแล้วหลายแห่ง

พระภารกิจของพระสังฆราช
พ.ศ. 2484 เป็นสมาชิกสังฆสภาโดยตำแหน่ง เป็นกรรมการสังคายนาพระธรรมวินัย และเป็นผู้อำนวยการศึกษาสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร
พ.ศ. 2489 เป็นพระวินัยธรชั้นอุทธรณ์ และเป็นกรรมการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย
พ.ศ. 2493 เป็นกรรมการเถรสมาคม คณะธรรมยุต ประเภทชั่วคราว
พ.ศ. 2494 เป็นกรรมการอำนวยการมหามงกุฎราชวิทยาลัย และเป็นกรรมการแผนกตำราของมหามกุฏราชวิทยาลัย
พ.ศ. 2496 เป็นกรรมการตรวจชำระ คัมภีร์ฎีกา
พ.ศ. 2497 เป็นกรรมการเถรสมาคมคณะธรรมยุตประเภทถาวร

พ.ศ. 2499 เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ของพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ระหว่างที่ผนวชเป็นพระภิกษุ และเสด็จประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นธรรม ที่พระธรรมวราภรณ์ และรักษาการวินัยธรชั้นฎีกา
พ.ศ. 2501 เป็นกรรมการคณะธรรมยุติ และเป็นกรรมการมูลนิธิส่งเสริมกิจการพระศาสนา และมนุษยธรรม (ก.ศ.ม.)
พ.ศ. 2503 เป็นสังฆมนตรีช่วยว่าการองค์การปกครองสั่งการองค์การปกครองฝ่ายธรรมยุติ
พ.ศ. 2504 เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นผู้อำนวยการมหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นประธานกรรมการสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย เป็นผู้รักษาการณ์เจ้าคณะธรรมยุตภาคทุกภาค และเป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ. 2506 เป็นกรรมการเถรสมาคม ซึ่งเป็นกรรมการชุดแรก ตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505
พ.ศ. 2515 เป็นเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ และได้รับโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ "สมเด็จพระญาณสังวร" สมเด็จพระราชาคณะในพระราชทินนามนี้ มีขึ้นในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ เป็นฝ่ายวิปัสสนาธุระ พระอาจารย์สุก วัดท่าหอย พระนครศรีอยุธยา ได้รับพระราชทานสมศักดิ์นี้เป็นองค์แรก และต่อมาก็มิได้พระราชทานสมณศักดิ์นี้แก่พระเถระรูปใดอีกเลย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2363 ถึงปี พ.ศ. 2515 เป็นเวลาถึง 152 ปี
พ.ศ. 2517 เป็นประธานกรรมการคณะธรรมยุต
พ.ศ. 2528 เป็นรองประธานกรรมการสังคีติการสงฆ์ ในการสังคายนาพระธรรมวินัย ตรวจชำระพระไตรปิฎก และเป็นสังฆปาโมกข์ปาลิวิโสธกะพระวินัยปิฎก เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พ.ศ. 2531 รักษาการเจ้าคณะใหญ่ธรรมยุต เป็นนายกกรรมการมหามกุฏราชวิทยาลัย และเป็นนายกสภาการศึกษามหามกุฏราชวิทยาลัย

แบบสำรวจความคิดเห็น

ท่านมีความพึงพอใจต่อเว็บไซต์สำนักงานศาสนสมบัติ
 

ขณะนี้มีผู้ชม

เรามี 11 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้4
mod_vvisit_counterเมื่อวาน37
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้41
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว265
mod_vvisit_counterเดือนนี้894
mod_vvisit_counterเดือนที่แล้ว1061
mod_vvisit_counterรวมทั้งหมด69241

Online (20 minutes ago): 1
Your IP: 103.55.142.140
,
วันที่: 24 มิ.ย. 2018